อย่าโทษแต่ฝน ดร.สามารถ จี้ถาม กทม. ฝนตกรายชั่วโมงไม่เกินเกณฑ์ แต่ทำไมน้ำยังระบายช้า?
ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โพสต์เฟซบุ๊กแสดงความคิดเห็นต่อคำชี้แจงของ กทม. เกี่ยวกับสถานการณ์น้ำท่วมขังหนักหลายพื้นที่ในกรุงเทพฯ ในช่วงปที่ผ่านมา วันที่ 24-26 กันยายน 2569 นั้น ระบุว่า
อย่าโทษฝนสะสม 2 วัน 300 มม.
ต้องดูด้วยว่า 1 ชม. ฝนตกกี่ มม.?
ผมเชื่อว่ามีคนจำนวนไม่น้อยที่เชื่อตามคำชี้แจงของ กทม. ซึ่งอธิบายว่า สาเหตุที่กรุงเทพฯ มีน้ำท่วมหนักและน้ำท่วมขังหลายวัน เป็นเพราะฝนตกสะสมถึง 300 มม. ใน 2 วัน ขณะที่ท่อระบายน้ำของ กทม. ออกแบบให้รองรับฝนได้ 60 มม./ชม.
เมื่อได้ยินคำอธิบายเช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า หลายคนจึงเข้าใจว่า น้ำท่วมครั้งนี้เกิดจากฝนตกมากเกินกว่าระบบระบายน้ำจะรับไหว
ผมไม่ได้โต้แย้งว่าฝนสะสม 300 มม. ใน 2 วันจะไม่ทำให้เกิดน้ำท่วม ฝนปริมาณมากขนาดนี้ย่อมสร้างภาระหนักให้ระบบระบายน้ำอย่างแน่นอน
แต่คำถามคือ เหตุใดน้ำจึงท่วมสูง และท่วมขังนานหลายวัน?
เราจึงควรพิจารณาให้ลึกกว่าตัวเลขฝนสะสม เพราะ กทม. มีทั้งเรดาร์ตรวจฝนที่หนองจอกและหนองแขม ศูนย์ควบคุมระบบป้องกันน้ำท่วม ข้อมูลปริมาณฝนและระดับน้ำ ตลอดจนระบบ SCADA สำหรับตรวจวัดและควบคุมอุปกรณ์ต่างๆ
นอกจากนี้ กทม.ยังมีประสบการณ์จากน้ำท่วมใหญ่ในเดือนกันยายน 2565 อีกด้วย
เมื่อมีข้อมูลและเครื่องมือเหล่านี้ คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่าฝนตกหนักแค่ไหน แต่รวมถึง กทม.เตรียมพร้อมรับมือกับฝนได้ดีเพียงใด และระบบระบายน้ำทำงานได้เต็มประสิทธิภาพหรือไม่
1. ฝนสะสม 300 มม. ใน 2 วัน บอกอะไรเรา?
ในช่วงวันที่ 24-26 กันยายน 2569 มีรายงานว่าบางพื้นที่ของกรุงเทพฯ มีฝนสะสมถึง 300 มม. ในช่วงเวลาประมาณ 48 ชั่วโมง ขณะที่บางพื้นที่มีฝนสะสมน้อยกว่านั้น
หากนำฝน 300 มม. หารด้วย 48 ชั่วโมง จะได้ค่าเฉลี่ย 6.25 มม./ชม.
แต่ค่าเฉลี่ยนี้ไม่ได้หมายความว่าฝนตกชั่วโมงละ 6.25 มม. จริงๆ เพราะบางชั่วโมงฝนอาจตกน้อยหรือไม่ตกเลย ขณะที่บางชั่วโมงอาจมีฝนตกหนักมาก
เรื่องนี้คล้ายกับการออกแบบรถไฟฟ้า หากมีผู้โดยสารใช้บริการวันละ 600,000 คน เมื่อนำมาหารช่วงเวลาให้บริการประมาณ 18 ชั่วโมง จะได้ค่าเฉลี่ย 33,300 คน/ชม. แต่ในความเป็นจริง ผู้โดยสารไม่ได้เดินทางเท่ากันทุกชั่วโมง เพราะช่วงเช้าและเย็นมีผู้โดยสารมากกว่าช่วงอื่นมาก หากออกแบบรถไฟฟ้าให้รองรับผู้โดยสารได้เพียง 33,300 คน/ชม. ก็จะไม่เพียงพอในช่วงเวลาเร่งด่วนที่มีคนเดินทางหนาแน่น
สนามบินก็เช่นกัน แม้จะทราบจำนวนผู้โดยสารทั้งปี แต่การออกแบบอาคารผู้โดยสารต้องคำนึงถึงจำนวนผู้โดยสารในช่วงเวลาที่มีคนใช้บริการหนาแน่นด้วย เพื่อกำหนดจำนวนเคาน์เตอร์เช็กอิน จุดตรวจหนังสือเดินทาง และพื้นที่รอขึ้นเครื่องให้เพียงพอ
การออกแบบระบบระบายน้ำก็เช่นเดียวกัน ต้องพิจารณาความเข้มของฝนในช่วงเวลาที่ฝนตกหนัก ไม่ใช่ดูเฉพาะปริมาณฝนสะสมหรือค่าเฉลี่ยตลอด 48 ชั่วโมง
2. ฝน 60 มม./ชม. มากแค่ไหน?
ฝน 60 มม./ชม. หมายถึง หากฝนตกด้วยความเข้มระดับนี้ต่อเนื่องเป็นเวลา 1 ชั่วโมง จะมีน้ำฝนตกลงบนพื้นที่ 1 ตารางเมตร เท่ากับ 60 ลิตร หรือเทียบได้กับน้ำดื่มขนาดขวด 1.5 ลิตร จำนวน 40 ขวด
หากเป็นพื้นที่ 1 ไร่ ซึ่งมีขนาด 1,600 ตารางเมตร จะมีน้ำฝนตกลงมาถึง 96,000 ลิตร หรือ 96 ลูกบาศก์เมตร ภายใน 1 ชั่วโมง
ลองคิดดูว่า หากฝนตกลงบนพื้นที่กรุงเทพฯ 1,568.737 ตารางกิโลเมตร หรือ 1,568,737,000 ตารางเมตร จะมีน้ำฝนจำนวนมหาศาลเพียงใดที่ต้องระบายออก
กทม.ใช้ปริมาณฝน 60 มม./ชม. เป็นเกณฑ์ในการออกแบบระบบระบายน้ำ เพื่อให้รองรับฝนที่ตกลงมาในระดับดังกล่าว
แต่เมื่อออกแบบระบบไว้เช่นนี้แล้ว ก็ต้องถามต่อว่า ระบบระบายน้ำที่มีอยู่จริงสามารถระบายน้ำได้ตามที่ออกแบบไว้หรือไม่?
3. แล้วฝนที่ตกจริงใน 1 ชม. มีปริมาณเท่าไร?
จากข้อมูลของสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) หรือ สสน. พบว่า ในช่วงวันที่ 24-26 กันยายน 2569 สถานีวัดฝนส่วนใหญ่ในกรุงเทพฯ มีปริมาณฝนสูงสุดไม่เกิน 60 มม./ชม.
ข้อมูลนี้ทำให้เกิดคำถามว่า ในพื้นที่ที่ฝนรายชั่วโมงไม่เกิน 60 มม. เหตุใดจึงยังเกิดน้ำท่วมหนัก และน้ำจึงระบายออกได้ช้า?
อย่างไรก็ตาม การตอบคำถามนี้ต้องพิจารณาทั้งข้อมูลฝนรายชั่วโมงของแต่ละพื้นที่ ระดับน้ำในคลอง และสภาพการทำงานของอุโมงค์ยักษ์ประกอบกัน ไม่ใช่ดูตัวเลขฝนเพียงอย่างเดียว
4. เมื่อฝนไม่เกินเกณฑ์ แล้วระบบระบายน้ำพร้อมหรือไม่?
หากฝนตกหนักเกินกว่าที่ระบบจะรองรับได้ ก็เข้าใจได้ว่าน้ำจะระบายไม่ทัน แต่หากฝนในพื้นที่ไม่ได้ตกหนักถึงระดับดังกล่าว เราก็ควรตรวจสอบต่อว่า ระบบระบายน้ำทำงานได้เต็มประสิทธิภาพหรือไม่ ตัวอย่างเช่น
(1) ท่อระบายน้ำ
มีขยะอุดตันหรือไม่ มีท่อทรุดตัว แตกหัก หรือชำรุดตรงจุดใดบ้าง และมีการตรวจสอบกับบำรุงรักษาก่อนฤดูฝนอย่างทั่วถึงหรือไม่
(2) คลองระบายน้ำ
มีการขุดลอกและกำจัดสิ่งกีดขวางตามความจำเป็นหรือไม่ ระดับน้ำในคลองก่อนฝนตกสูงเพียงใด และคลองยังมีความสามารถรองรับน้ำจากท่อระบายน้ำได้เพียงพอหรือไม่
(3) อุโมงค์ระบายน้ำขนาดใหญ่
อุโมงค์ระบายน้ำขนาดใหญ่สามารถรับน้ำจากคลองได้เต็มประสิทธิภาพหรือไม่ มีข้อจำกัดในการรับน้ำหรือไม่
(4) สถานีสูบน้ำ
เครื่องสูบน้ำตามสถานีสูบน้ำและจุดต่างๆ ที่จำเป็นต่อการระบายน้ำ ได้รับการตรวจสอบและบำรุงรักษาให้พร้อมใช้งานตามขีดความสามารถที่ออกแบบไว้หรือไม่
(5) การเตรียมพร้อมก่อนฝนตก
เมื่อ กทม.มีเรดาร์ตรวจฝนและข้อมูลระดับน้ำแบบเรียลไทม์ มีการเตรียมเครื่องสูบน้ำ ตรวจสอบจุดเสี่ยง และบริหารระดับน้ำในคลองล่วงหน้าอย่างเหมาะสมหรือไม่
หากท่อ คลอง อุโมงค์ และเครื่องสูบน้ำได้รับการดูแลอย่างทั่วถึง และทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ ก็ย่อมช่วยลดความรุนแรงของน้ำท่วมและทำให้น้ำระบายออกได้เร็วขึ้น
5. สรุป
ผมไม่ได้โต้แย้งว่าฝนตกหนักแล้วน้ำจะไม่ท่วม แต่ กทม.ควรชี้แจงให้ประชาชนทราบมากกว่าการบอกว่าฝนตกสะสม 300 มม. แต่ระบบระบายน้ำออกแบบให้รองรับฝนได้ 60 มม./ชม.
สิ่งที่ควรชี้แจงเพิ่มเติมคือ ฝนในแต่ละพื้นที่ตกหนักที่สุดในช่วงเวลาใด ปริมาณเท่าไร และระบบระบายน้ำทำงานได้เต็มประสิทธิภาพตามที่ออกแบบไว้หรือไม่ หากมีข้อจำกัดที่ทำให้น้ำระบายไม่ทัน ก็ควรอธิบายให้ประชาชนเข้าใจด้วย
ฝนตกหนักเป็นปัจจัยทางธรรมชาติที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ความพร้อมของระบบระบายน้ำเป็นสิ่งที่ กทม.ต้องตรวจสอบและชี้แจงให้ชัดเจน
แล้วคุณคิดอย่างไรครับ? เราควรพอใจกับคำอธิบายว่า “ฝนตกหนัก 300 มม. ใน 2 วัน” หรือควรถามต่อว่า เมื่อรู้ว่าฝนกำลังมา กทม.ได้เตรียมระบบระบายน้ำให้พร้อมรับมือแล้วหรือยัง?
The post อย่าโทษแต่ฝน ดร.สามารถ จี้ถาม กทม. ฝนตกรายชั่วโมงไม่เกินเกณฑ์ แต่ทำไมน้ำยังระบายช้า? appeared first on สำนักข่าวแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา .
The full article is being collected. Available text is shown for now.