คอลัมน์ : ฝากฟ้า ฝากดิน
‘ความยากจนทางจิตใจ กับความยากไร้ทางวัตถุ’ ตอนที่ 7
ผมสำรวจ “ทฤษฎีและระบบเศรษฐกิจการเมือง” ที่กล่าวถึงวิธีแก้ปัญหาความยากจนมาหลายระบบ ตอนนี้มาดูว่า “ระบบทุนนิยม” (ตลาดเสรี) ที่ครอบงำชีวิตของเราอยู่ทุกวันนี้จะ “แก้ปัญหาความยากจน” ด้วยวิธีใดบ้าง
ระบบทุนนิยมเสนอการแก้ปัญหาความยากจน (ทางวัตถุล้วนๆ) ด้วยการสร้างความมั่งคั่งด้วยกลไกตลาด เปิดโอกาสให้ทุกคนมีเสรีภาพในการประกอบอาชีพและเติบโตทางเศรษฐกิจ ไม่ได้แก้ปัญหาด้วยการแจกจ่ายทรัพย์สินจากส่วนกลางเหมือนระบบคอมมิวนิสต์หรือสังคมนิยมดังที่กล่าวในตอนที่แล้ว แต่มันใช้วิธีดังนี้ครับ
1.การเร่งเติบโตทางเศรษฐกิจ
เป้าหมายหลักของทุนนิยมคือการสร้างผลกำไร ซึ่งขับเคลื่อนให้เกิดการลงทุนในธุรกิจใหม่ๆ เมื่อเศรษฐกิจขยายตัวและมีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบของมันมากขึ้น ก็ทำให้เกิดการจ้างงานและเพิ่มรายได้ให้แก่ประชาชนในทุกระดับ จนเกิดการกระจายรายได้จากบรรดาเจ้าของทุนลงสู่คนที่ทำมาหากินทั่วไป
2.การสร้างงานและการพัฒนาทักษะ
ในระบบทุนนิยม เอกชนมีเสรีภาพในการตั้งบริษัทและแข่งขันกัน ทำให้เกิดการจ้างงานจำนวนมหาศาล ช่วยเปลี่ยนคนว่างงานหรือคนยากจนให้มีรายได้ และยังบีบให้แรงงานต้องพัฒนาทักษะตนเองเพื่อรับค่าจ้างที่สูงขึ้น และบีบให้บริษัทต้องแย่งชิงตัวแรงงานด้วยการเสนอสวัสดิการและค่าจ้างที่ดีขึ้น
3.การลดค่าครองชีพด้วยกลไกราคาและการแข่งขัน
เมื่อทุนนิยมเปิดโอกาสให้เกิดการแข่งขันอย่างเสรี บริษัทต่างๆ จะต้องแข่งกัน ลดต้นทุนและคิดค้นนวัตกรรม เพื่อขายสินค้าให้ถูกลงและมีคุณภาพดีขึ้น ส่งผลให้สินค้าอุปโภค-บริโภค เทคโนโลยี และบริการพื้นฐาน เช่น โทรศัพท์มือถือ เสื้อผ้า อาหาร มีราคาถูกลง คนมีรายได้น้อยจึงสามารถซื้อของกินของใช้ได้ง่ายขึ้น
4.การคุ้มครองกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคล
ทุนนิยมให้ความสำคัญกับกฎหมายที่คุ้มครองสิทธิ์ในการเป็นเจ้าของทรัพย์สิน ช่วยให้คนยากจนหรือชนชั้นกลางที่สร้างเนื้อสร้างตัวสามารถเป็นเจ้าของที่ดิน บ้าน หรือธุรกิจของตัวเองได้อย่างมั่นคง โดยไม่ต้องกังวลว่าจะถูกยึดโดยรัฐหรือผู้มีอิทธิพล ซึ่งทรัพย์สินเหล่านี้สามารถนำไปใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันเพื่อกู้ยืมเงินมาต่อยอดสร้างทุนได้
แม้ว่าทุนนิยมจะประสบความสำเร็จอย่างมาก ที่ทำให้คนมีปัจจัย 4 มากขึ้นทั่วโลก แต่ระบบนี้ก็มีข้อจำกัดร้ายแรง เช่น ก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำสูงทุนนิยมสร้างความมั่งคั่งได้เร็ว แต่เงินมักจะกระจุกตัวอยู่กับกลุ่มทุนมากกว่า ทำให้เกิดปัญหาความยากจนหรือช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนกว้างขึ้น
ปัญหาสำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ “กลไกตลาดล้มเหลว” เพราะทั้งการลงทุนและสินค้าจะไม่เข้าไปในพื้นที่ที่ไม่มีผลกำไร เช่นในถิ่นทุรกันดาร ทำให้คนจนขาดโอกาสทำงานและเข้าถึงสินค้าและการบริการที่จำเป็น
วิธีแก้ปัญหานี้ก็คือ
1.เก็บภาษีอัตราก้าวหน้าและจัดสรรสวัสดิการโดยรัฐ เช่นรักษาพยาบาลฟรี การศึกษาฟรี ซึ่งพอช่วยคนจนได้มาก
2.การสร้างตาข่ายความคุ้มครองและรัฐสวัสดิการ
รัฐเปลี่ยนเงินภาษีให้กลายเป็นบริการพื้นฐานที่ทุกคนเข้าถึงได้เท่ากัน เพื่อลดรายจ่ายและเพิ่มคุณภาพชีวิตให้ชนชั้นกลางและคนจน
-การลงทุนในทุนมนุษย์ จัดให้มีการศึกษาฟรีที่มีคุณภาพ และทุนการศึกษาสำหรับเด็กยากจน เพื่อตัดวงจร “ความยากจนข้ามรุ่น” และเปิดโอกาสให้เกิดการขยับสถานะทางสังคม
-ระบบสาธารณสุขถ้วนหน้า ประกันสุขภาพฟรีหรือราคาถูก เช่น ระบบบัตรทอง ป้องกันไม่ให้ครอบครัวรายได้น้อยต้องล้มละลายจากค่ารักษาพยาบาล
-เงินโอนช่วยเหลือโดยตรง เงินบำนาญผู้สูงอายุ เงินช่วยเหลือคนพิการ หรือเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิด เพื่อประคับประคองผู้เปราะบางไม่ให้ตกขอบสังคม
3.การปกป้องแรงงานและยกระดับรายได้ขั้นต่ำ
กลไกตลาดมักจะทำให้ผู้ใช้แรงงานมีอำนาจต่อรองน้อยกว่านายทุน รัฐจึงต้องเข้ามาออกกฎกติกาเพื่อคุ้มครองด้วยการปรับเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ เพื่อให้มั่นใจว่ารายได้จากการทำงานเพียงพอต่อการครองชีพและก้าวทันอัตราเงินเฟ้อ
การสนับสนุนสหภาพแรงงาน โดยกฎหมายเปิดโอกาสให้แรงงานรวมตัวกันเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองเรื่องค่าจ้างและสวัสดิการกับบริษัทใหญ่
เราจึงเห็นได้ว่าไม่มีความสำเร็จในการลดความเหลื่อมล้ำโดยใช้ “กลไกตลาด” ของระบบทุนนิยมล้วนๆ แต่ต้องพึ่งพา “ระบบทุนนิยมที่ควบคุมโดยรัฐที่เข้มแข็ง” ซึ่งเป็นส่วนผสมระหว่างการเปิดเสรีให้เอกชนสร้างความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจอย่างเต็มที่ แล้วรัฐทำหน้าที่แบ่งความมั่งคั่งนั้นด้วยระบบภาษีมาเป็นสวัสดิการของรัฐหรือหากมีเงินมากพอก็จัดตั้งเป็น “รัฐสวัสดิการ” ดังประเทศที่จัดการความเหลื่อมล้ำได้ดีอย่างกลุ่มประเทศนอร์ดิก เช่น สวีเดน และเดนมาร์ก
แต่ไม่ว่าจะเป็นสวัสดิการของรัฐอย่างในปัจจุบัน หรือรัฐสวัสดิการอย่างที่คนรุ่นใหม่ใฝ่ฝัน ก็มีปัญหาทั้งนั้น กลุ่มประเทศนอร์ดิกก็มีปัญหาเรื่องคนสูงอายุมีมากขึ้น คนรุ่นใหม่เกิดน้อยกว่าต้องทำงานเลี้ยงคนที่เกษียณแล้ว ก็เกิดปัญหาความขัดแย้งตามมาอีก ส่วนในประเทศไทยนั้นรัฐสวัสดิการยังต้องรออีกยาวนาน เพราะทุกวันนี้ยังเก็บภาษีรายได้ประมาณ 5.2 ล้านคนเท่านั้น
ดังนั้น วิธีแก้ปัญหาหลักและยั่งยืนจึงต้องแก้ด้วยให้ “พลเมืองพึ่งตนเอง” ได้ ไม่ใช่พึ่งระบบทุนนิยมและรัฐอย่างเดียว สิ่งที่เป็นที่พึ่งนั้นก็คือ “เศรษฐศาสตร์ธัมมิกสังคมนิยม” “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” และ “เศรษฐศาสตร์ชาวพุทธ” ซึ่งผมเคยกล่าวมาบ้างแล้วและจะขยายความต่อไป
วิมล ไทรนิ่มนวล
The post คอลัมน์ : ฝากฟ้า ฝากดิน appeared first on สำนักข่าวแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา .
The full article is being collected. Available text is shown for now.